ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) คำตอบคือยังไม่ต้อง กฎหมายไทยยังไม่มีหน้าที่ทั่วไปให้รายงานการนำหุ้นไปจำนำ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ของสำนักงาน ก.ล.ต. จะเพิ่มหน้าที่รายงานการก่อภาระผูกพันในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะเปิดเผยรายงานนั้นต่อประชาชน ร่างดังกล่าวยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น และยังไม่เป็นกฎหมาย
บทความนี้แยกสามเรื่องออกจากกัน ได้แก่ สิ่งที่กฎหมายไทยกำหนดอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่ร่างกฎหมายจะเพิ่มเข้ามาหากตราขึ้นตามที่เผยแพร่ และสิ่งที่ยังไม่ทราบ ร่างที่กล่าวถึง (ชื่อบนตัวร่าง: ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....) อยู่ในเอกสารรับฟังความคิดเห็น เลขที่ อกม-1. 58/2569 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 และเปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569 ส่วนกลไกการรายงานทุกร้อยละ 5 ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันอธิบายไว้ในบทความของเราเรื่องแบบ 246-2 บทความนี้อธิบายหลักทั่วไปเท่านั้น การปรับใช้กับการถือหลักทรัพย์หรือโครงสร้างใดโดยเฉพาะเป็นเรื่องของที่ปรึกษากฎหมายไทยของคุณเอง
ประเด็นสำคัญ
- ปัจจุบันยังไม่มีหน้าที่ทั่วไป แบบ 246-2 ผูกกับการได้มาหรือจำหน่ายที่ทำให้การถือหลักทรัพย์ถึงหรือข้ามทุกร้อยละ 5 ของสิทธิออกเสียง ส่วน แบบ 59 ผูกกับการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของกรรมการ ผู้บริหาร และผู้สอบบัญชี
- ร่างกฎหมายจะเพิ่มหน้าที่ดังกล่าว ร่างมาตรา 259/1 และมาตรา 259/2 จะกำหนดให้บุคคลซึ่งก่อภาระผูกพันในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญต้องรายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ก.ล.ต. จะเปิดเผยรายงานนั้นต่อประชาชน
- ยังเป็นร่างที่อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 ปิดรับความคิดเห็นวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569
- รายละเอียดรอประกาศ ร่างไม่ได้ระบุสัดส่วนร้อยละ กำหนดเวลารายงาน หรือประเภทของภาระผูกพัน เรื่องเหล่านี้จะมาจากประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน
- บทลงโทษตามร่างจะเป็นโทษอาญา หน้าที่ใหม่นี้จะอยู่ภายใต้ มาตรา 298 ซึ่งใช้กับการไม่รายงานตามมาตรา 246 อยู่แล้ว
ปัจจุบัน: ผู้ถือหุ้นต้องรายงานการจำนำหุ้นในประเทศไทยหรือไม่?
ยังไม่ต้อง ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569 กฎหมายไทยยังไม่มีหน้าที่ทั่วไปให้รายงานการนำหุ้นไปจำนำ รายงานสองแบบที่ผู้ถือหลักทรัพย์มีหน้าที่ยื่นตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 คือแบบ 246-2 และแบบ 59 ผูกอยู่กับการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ และไม่มีแบบใดกำหนดให้การนำหุ้นไปจำนำเป็นเหตุที่ต้องรายงาน
มาตรา 246 กำหนดให้รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ตามแบบ 246-2 (รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์) เมื่อบุคคลใด โดยนับรวมการถือของบุคคลที่เกี่ยวข้องและบุคคลที่กระทำการร่วมกัน ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์จนการถือหลักทรัพย์ถึงหรือข้ามทุกร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด ประกาศที่ออกตามมาตรานี้ (ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 28/2554) กล่าวถึงหลักประกันเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกรรมการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข โดยยกเว้นหลักประกันที่ให้โดยการโอนกรรมสิทธิ์ในธุรกรรมดังกล่าว ประกาศไม่มีข้อยกเว้นทั่วไปสำหรับหลักประกันที่ให้โดยการโอนกรรมสิทธิ์ และไม่มีข้อใดกำหนดให้การจำนำที่ไม่มีการโอนเป็นเหตุที่ต้องรายงาน
เหตุผลที่สำนักงาน ก.ล.ต. ใช้เสนอแก้ไขกฎหมายก็ชี้ไปในทางเดียวกัน เอกสารรับฟังความคิดเห็นยกเหตุหนึ่งไว้ว่า "การที่กรรมการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนนำหุ้นจำนวนมากไปจำนำหรือก่อภาระผูกพันไว้กับบุคคลอื่นโดยไม่มีการเปิดเผยสารสนเทศต่อผู้ลงทุน และต่อมาถูกบังคับขายหุ้น จนส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นและโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน"
การถูกบังคับขายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นการจำหน่าย จึงอาจทำให้การถือหลักทรัพย์ลดลงจนถึงหรือข้ามจุดทุกร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด และกลายเป็นเหตุที่ต้องรายงานได้ ดังที่อธิบายไว้ในเมื่อผิดนัดจะเกิดอะไรขึ้น
ปัจจุบัน: กรรมการหรือผู้บริหารต้องรายงานการจำนำหุ้นในแบบ 59 หรือไม่?
ตามคำอธิบายที่สำนักงาน ก.ล.ต. เผยแพร่ ลำพังการจำนำยังไม่ต้องรายงาน แบบ 59 (รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) เป็นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ และสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า "การวางหลักทรัพย์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้หรือการได้รับหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนตามข้อบังคับของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ... ไม่ก่อให้เกิดหน้าที่ในการรายงานตามมาตรา 59 เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์"
มาตรา 59 กำหนดให้กรรมการ ผู้จัดการ ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. ประกาศกำหนด และผู้สอบบัญชี รายงานการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของตน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงการถือดังกล่าว รวมทั้งของคู่สมรสหรือผู้ที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ข้อความของสำนักงาน ก.ล.ต. ข้างต้นเป็นหมายเหตุในหน้ารายงานตามมาตรา 59 ของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งตั้งอยู่บนเหตุที่กรรมสิทธิ์ไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่ใช่ข้อความที่ครอบคลุมทุกโครงสร้าง
การเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำนักงาน ก.ล.ต. ออกหนังสือเวียน ที่ กลต.นร.(ว) 54/2567 ลงวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2567 เรื่อง ซักซ้อมการรายงานและการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน และการนำหุ้นของบริษัทจดทะเบียนไปวางเป็นหลักประกัน บทสรุปของสำนักงานกฎหมาย Tilleke & Gibbins ลงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567 อธิบายว่าหนังสือเวียนฉบับนี้ถือว่าเหตุการณ์สามกรณีต้องรายงาน ได้แก่ การถูกบังคับขายเมื่อผิดนัด การโอนไปยังผู้รับฝากทรัพย์สินซึ่งถือหลักทรัพย์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น และการสลักหลังใบหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ รายการสามกรณีนี้เรานำมาจากบทสรุปดังกล่าว ไม่ได้นำมาจากตัวหนังสือเวียนโดยตรง บทสรุปเดียวกันระบุด้วยว่า หากการวางหลักประกันทำภายใต้กฎหมายต่างประเทศ วิธีการอาจต่างจากการจำนำตามกฎหมายไทย และอาจทำให้เกิดหน้าที่รายงานเร็วขึ้น ทั้งสามกรณีไม่มีกรณีใดเป็นเพียงการนำหุ้นไปจำนำตามกฎหมายไทย
ปัจจุบัน: ดูได้ที่ใดว่าหุ้นจดทะเบียนใน SET แต่ละตัวถูกวางเป็นประกันในบัญชีมาร์จินเท่าใด?
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเผยแพร่ข้อมูลรายเดือนในหน้า "สรุปรายงานหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันการชำระหนี้ในบัญชีมาร์จิ้นทุกหลักทรัพย์" ในหมวดสถิติตลาดบนเว็บไซต์ set.or.th ข้อมูลครอบคลุมเฉพาะบัญชีมาร์จินเท่านั้น บทความของสำนักงาน ก.ล.ต. ลงวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2567 เรื่อง รู้จัก "ธุรกรรมหุ้นหลักประกัน" ความเสี่ยงและข้อพึงระวัง แนะนำให้ผู้ลงทุนดูข้อมูลชุดนี้ และกล่าวถึงแบบ 56-1 One Report ของบริษัทจดทะเบียน แบบ 59 และแบบ 246-2 ว่าเป็นช่องทางการรายงานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว (แบบ 56-1 One Report เป็นเอกสารที่บริษัทจดทะเบียนเป็นผู้ยื่น ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น)
สำหรับแต่ละหลักทรัพย์ ไฟล์แสดงจำนวนหลักทรัพย์ที่วางเป็นหลักประกันในบัญชีมาร์จินของลูกค้า สัดส่วนร้อยละเทียบกับจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์นั้น และสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (% Free float) โดยระบุที่มาว่าเป็นข้อมูลจากสำนักงาน ก.ล.ต. ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569 ไฟล์ล่าสุดในหน้าสถิติบัญชีมาร์จินของ SET เป็นข้อมูลสำหรับเดือนสิ้นสุดวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569 และมี 892 หลักทรัพย์ การดาวน์โหลดไฟล์ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิกของ SET และข้อมูลในตารางไม่รวมหุ้นปันผลและหุ้นเพิ่มทุนใหม่ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ไฟล์ภาษาไทยยังไม่รวมใบสำคัญแสดงสิทธิและตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศด้วย)
ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้บอกว่าใครเป็นผู้วางหลักประกัน และไม่ใช่ทะเบียนของหุ้นที่จำนำไว้กับธนาคารหรือผู้ให้กู้รายอื่นนอกบัญชีมาร์จิน หรือของการจำนำที่จดแจ้งกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ดูเพิ่มเติมที่สินเชื่อหุ้น เทียบกับ สินเชื่อมาร์จิน
ร่างกฎหมาย: ข้อเสนอของ ก.ล.ต. เรื่องการรายงานการจำนำหุ้นมีผลใช้บังคับแล้วหรือยัง?
ยัง ข้อเสนอให้รายงานการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์ยังเป็นร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็นของสำนักงาน ก.ล.ต. เอง สำนักงาน ก.ล.ต. เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 และวันสุดท้ายของการแสดงความคิดเห็นคือวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569
กระบวนการที่ผ่านมามีสองขั้น ขั้นแรกคือการรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการ (เอกสารรับฟังความคิดเห็น เลขที่ อกม-1. 36/2569 เรื่อง หลักการปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535) ระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน ถึง 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. บันทึกว่าผู้ให้ความเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการที่เสนอ ขั้นที่สองคือร่างพระราชบัญญัติซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ออกข่าว "ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลตลาดทุน" เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569 ผู้สนใจแสดงความคิดเห็นได้ที่หน้ารับฟังความคิดเห็นของสำนักงาน ก.ล.ต. ทางอีเมล legal@sec.or.th หรือผ่านระบบกลางทางกฎหมายที่ law.go.th
เอกสารฉบับเดือนกันยายนไม่ได้ระบุกรอบเวลาของขั้นตอนถัดไป โดยระบุเพียงว่าสำนักงาน ก.ล.ต. จะรวบรวมข้อคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงบทบัญญัติต่อไป สื่อไทยที่รายงานข่าวของสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อเดือนมิถุนายนกล่าวถึงขั้นตอนถัดไปไว้ ได้แก่ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติเป็นเวลา 30 วัน การจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย (RIA) แล้วจึงเสนอร่างกฎหมายตามกระบวนการตราพระราชบัญญัติ โดยไม่ได้ระบุวันที่ ตามร่างที่เผยแพร่ พระราชบัญญัติจะใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่เนื่องจากหน้าที่รายงานจะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน หน้าที่ดังกล่าวจึงจะมีผลในทางปฏิบัติก็ต่อเมื่อมีประกาศนั้นแล้ว ส่วนชุดร่างกฎหมายตลาดทุนสี่ฉบับอีกชุดหนึ่ง ซึ่งมีร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้อีกร่างหนึ่งรวมอยู่ด้วย เดินอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติคนละเส้นทาง และร่างเรื่องการรายงานการก่อภาระผูกพันไม่ได้อยู่ในชุดนั้น
ร่างกฎหมาย: ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะกำหนดอะไรสำหรับหุ้นที่มีภาระผูกพัน?
หากตราขึ้นตามที่เผยแพร่ ร่างจะเพิ่มส่วนที่ 3 "รายงานการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์" ในหมวด 8 ของพระราชบัญญัติ ประกอบด้วยร่างมาตรา 259/1 และมาตรา 259/2 บุคคลซึ่งก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญจะต้องรายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ก.ล.ต. จะเปิดเผยรายงานนั้นต่อประชาชน
ร่างมาตรา 259/1 นิยาม "หลักทรัพย์" สำหรับส่วนนี้ว่า หุ้นที่ออกโดยบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และหลักทรัพย์อื่นที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด ส่วนร่างมาตรา 259/2 เป็นบทกำหนดหน้าที่ วรรคหนึ่งมีข้อความตามร่างที่เผยแพร่ดังนี้
เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการกระทำอันไม่เป็นธรรมและการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ ให้คณะกรรมการกำกับตลาดทุนกำหนดให้บุคคลซึ่งกระทำการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญตามลักษณะและรายละเอียดที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนกำหนด ต้องรายงานการดำเนินการดังกล่าวต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด
วรรคสองกำหนดให้สำนักงานเปิดเผยรายงานการก่อภาระผูกพันต่อประชาชนเป็นการทั่วไปด้วย ข้อความข้างต้นคัดจากร่างที่เผยแพร่พร้อมเอกสารรับฟังความคิดเห็น ฉบับที่ใช้อ้างอิงได้คือเอกสารต้นฉบับของสำนักงาน ก.ล.ต.
หน้าที่จะตกอยู่กับบุคคลซึ่งก่อภาระผูกพัน ตัวบทที่เผยแพร่ไม่ได้กล่าวถึงผู้ให้กู้หรือผู้รับฝากทรัพย์สิน แต่หลักเกณฑ์และวิธีการรายงานยังต้องรอประกาศ ส่วนการไม่รายงานจะมีโทษอาญา ร่างจะเพิ่มหน้าที่ใหม่นี้เข้าไปในมาตรา 298 ซึ่งใช้กับการไม่รายงานตามมาตรา 246 อยู่แล้ว โดยมีระวางโทษตามที่แสดงในตารางด้านล่าง
ร่างกฎหมาย: ข้อเสนอของ ก.ล.ต. ครอบคลุมภาระผูกพันประเภทใดบ้าง?
ร่างพระราชบัญญัติไม่ได้ระบุประเภทไว้เลย โดยให้ "ลักษณะและรายละเอียด" ของภาระผูกพันที่ต้องรายงานเป็นเรื่องที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนกำหนด ประเภทธุรกรรมที่มักถูกอ้างถึงเป็นตัวอย่างที่สำนักงาน ก.ล.ต. ยกไว้ในขั้นรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569
ข่าวฉบับภาษาไทยของสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569 (มีฉบับภาษาอังกฤษ เลขที่ 135/2026 ด้วย) อธิบายข้อเสนอว่า "การกำหนดหน้าที่การรายงานการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ เช่น การวางเป็นหลักประกันบัญชี Margin การนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันการกู้ยืมโดยที่ยังไม่มีการโอนหุ้น การจำนำหุ้นที่จดแจ้งกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เป็นต้น" ส่วนเอกสารรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการให้รายละเอียดมากกว่า โดยตัวอย่างเรื่องหลักประกันการกู้ยืมระบุว่า "ยังไม่มีการโอนหุ้นและจะโอนหุ้นทันทีเมื่อผิดสัญญาหรือเข้าตามเงื่อนไขในสัญญา" และนอกจากการจำนำหุ้นที่จดแจ้งกับ TSD ยังกล่าวถึง "การจำนำหลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ด้วย
ทั้งสองรายการขึ้นต้นด้วยคำว่า "เช่น" และไม่ปรากฏทั้งในร่างพระราชบัญญัติและในเอกสารรับฟังความคิดเห็นฉบับเดือนกันยายน จึงเป็นเพียงตัวอย่างที่สำนักงาน ก.ล.ต. ยกไว้ในขั้นหลักการเมื่อเดือนมิถุนายน ไม่ใช่ประเภทที่บัญญัติไว้ในร่างกฎหมาย การจำนำตามประมวลกฎหมายคืออะไรอธิบายไว้ในกายวิภาคทางกฎหมายของการจำนำหุ้นไทย และการจดแจ้งการจำนำที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์อธิบายไว้ในการเก็บรักษาที่ TSD และการทำให้การจำนำหุ้นสมบูรณ์ ส่วนโครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่งจะอยู่ในนิยามที่จะกำหนดในภายหลังหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องหารือกับที่ปรึกษากฎหมายไทยของคุณเองเมื่อมีประกาศแล้ว
ร่างกฎหมาย: ใครจะมีหน้าที่รายงาน และเกณฑ์อยู่ที่เท่าใด?
ร่างใช้ถ้อยคำว่า "บุคคลซึ่งกระทำการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ" ไม่มีสัดส่วนร้อยละปรากฏอยู่ในร่างเลย คำว่า "อย่างมีนัยสำคัญ" หมายถึงเท่าใดจะกำหนดในภายหลังโดยประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน
รายการรับฟังความคิดเห็นของสำนักงาน ก.ล.ต. ในระบบกลางทางกฎหมาย (law.go.th) อธิบายผู้ที่ได้รับผลกระทบว่าเป็น "บุคคลที่ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนและก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ" ส่วนเอกสารรับฟังความคิดเห็น (ข้อ 4.3) ใช้เพียงคำว่า "ผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน" ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกรรมการจึงเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่เกณฑ์ตามกฎหมาย
ในสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการ สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่าจะกำหนดให้บุคคลที่มีหน้าที่รายงานคือบุคคลที่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์และนำหลักทรัพย์ไปก่อภาระผูกพัน ตามหลักเกณฑ์ในกฎลำดับรอง ผู้ให้ความเห็นขอให้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำที่ชัดเจน และถามว่าต้องนับรวมการถือของบุคคลที่กระทำการร่วมกันหรือไม่ สำนักงาน ก.ล.ต. ชี้แจงว่าขอรับข้อเสนอแนะไปพิจารณาประกอบการปรับปรุงประกาศที่เกี่ยวข้อง และขอรับประเด็นเรื่องการนับรวมไปพิจารณาต่อไป สำนักงาน ก.ล.ต. ให้ข้อมูลเบื้องต้นด้วยว่า "ไม่ใช่การก่อภาระผูกพันทุกกรณีที่จะทำให้มีหน้าที่รายงานดังกล่าว" แต่ต้องเป็นการก่อภาระผูกพันโดยบุคคลที่มีความสำคัญต่อบริษัทจดทะเบียน เช่น กรรมการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ ในจำนวนที่ถึงหรือข้ามจุดที่เกณฑ์กำหนดไว้ ข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวไม่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติ
เทียบกัน: แบบ 246-2 แบบ 59 และรายงานการก่อภาระผูกพันตามร่างกฎหมาย
แบบ 246-2 และแบบ 59 เป็นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ ส่วนรายงานตามร่างกฎหมายจะครอบคลุมสิ่งที่ทั้งสองแบบไม่ได้ครอบคลุมไว้โดยตรง คือหลักประกันที่ก่อขึ้นเหนือหุ้นโดยที่กรรมสิทธิ์ยังอยู่กับผู้ถือเดิม
| คำถาม | กฎหมายปัจจุบัน ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569 | ร่างพระราชบัญญัติ หากตราขึ้นตามที่เผยแพร่ | ยังไม่ทราบ |
|---|---|---|---|
| ใครเป็นผู้รายงาน | แบบ 246-2: บุคคลใดก็ตามที่การถือหลักทรัพย์ เมื่อนับรวมบุคคลที่เกี่ยวข้องและบุคคลที่กระทำการร่วมกัน ถึงหรือข้ามทุกร้อยละ 5 ของสิทธิออกเสียง แบบ 59: กรรมการ ผู้บริหาร และผู้สอบบัญชี รวมถึงการถือของคู่สมรสหรือผู้ที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และนิติบุคคลบางประเภทที่บุคคลดังกล่าวควบคุม (ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ 30 ของสิทธิออกเสียง) | "บุคคลซึ่งกระทำการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ" (ร่างมาตรา 259/2) ตัวอย่างที่สำนักงาน ก.ล.ต. ยกไว้คือผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกรรมการ | ประกาศจะจำกัดขอบเขตให้แคบลงหรือไม่ จะนับบุคคลที่กระทำการร่วมกันอย่างไร และผู้ให้กู้หรือผู้รับฝากทรัพย์สินจะมีบทบาทใดหรือไม่ |
| เหตุที่ทำให้ต้องรายงาน | การเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ ได้แก่ การได้มาหรือจำหน่าย (แบบ 246-2) และการซื้อ ขาย โอน หรือรับโอน (แบบ 59) | การก่อภาระผูกพันอย่างมีนัยสำคัญ | คำว่า "อย่างมีนัยสำคัญ" หมายถึงเท่าใด และการปลดภาระผูกพัน การวางหลักประกันเพิ่ม หรือการบังคับหลักประกันต้องรายงานด้วยหรือไม่ |
| ภาระผูกพันประเภทใดอยู่ในขอบเขต | ไม่มีข้อกำหนดเฉพาะ | ร่างไม่ได้ระบุรายการไว้ โดยให้คณะกรรมการกำกับตลาดทุนเป็นผู้กำหนด เหนือหุ้นของบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และหลักทรัพย์อื่นที่จะประกาศกำหนด | รายการที่แน่นอน และข้อยกเว้น (ถ้ามี) ตัวอย่างที่สำนักงาน ก.ล.ต. ยกไว้เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ไม่ได้อยู่ในร่าง |
| กำหนดเวลารายงาน | แบบ 246-2: สามวันทำการ แบบ 59: โดยทั่วไปสามวันทำการ (เจ็ดวันทำการหากยังไม่มีชื่ออยู่ในระบบข้อมูลรายชื่อกรรมการและผู้บริหารของสำนักงาน ก.ล.ต.) โดยตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567 (ประกาศสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ สจ. 6/2567) สะสมรายการได้จนมูลค่ารวมถึง 3 ล้านบาทหรือครบหกเดือน แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน | ร่างไม่ได้กำหนด | รอประกาศ |
| ข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ | รายงานแบบ 246-2 และแบบ 59 เปิดเผยบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ส่วน SET เผยแพร่ยอดหลักประกันในบัญชีมาร์จินรายหลักทรัพย์เป็นรายเดือน | สำนักงาน ก.ล.ต. จะเปิดเผยรายงานต่อประชาชน | ขอบเขตและระยะเวลาของการเปิดเผย ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่าอยู่ระหว่างการพิจารณา |
| บทลงโทษ | มาตรา 298 สำหรับการไม่รายงานตามมาตรา 246: ตามตัวบทฉบับประมวลที่สำนักงาน ก.ล.ต. เผยแพร่ ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ | ร่างจะยกเลิกความในมาตรา 298 (ตามถ้อยคำที่ร่างอ้างถึง) และใช้ความใหม่แทน ซึ่งมีระวางโทษเดียวกันและเพิ่มร่างมาตรา 259/2 เข้าไป | บทบัญญัตินี้จะตราขึ้นในรูปแบบนี้หรือไม่ และจะเรียงลำดับกับร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งอย่างไร |
ยังไม่ทราบ: ร่างกฎหมายยังเปิดเรื่องใดไว้บ้าง?
สิ่งที่ผู้ถือหุ้นจำเป็นต้องรู้เพื่อปฏิบัติส่วนใหญ่ยังไม่อยู่ในร่าง ทั้งเกณฑ์ รายการธุรกรรม กำหนดเวลารายงาน แบบรายงาน และการปฏิบัติต่อเหตุการณ์ภายหลัง ล้วนจะไปกำหนดในประกาศซึ่งยังไม่มี นอกจากนี้ยังมีอีกสามเรื่อง เรื่องแรก ร่างมีสิบมาตราและไม่มีบทเฉพาะกาลสำหรับภาระผูกพันที่มีอยู่แล้ว เรื่องที่สอง มาตราที่แก้ไขบทกำหนดโทษอ้างถึงมาตรา 298 "ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย" พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งที่เว้นเลขฉบับและปี พ.ศ. ไว้ และร่างไม่ได้ระบุว่าร่างกฎหมายทั้งสองฉบับจะเรียงลำดับกันอย่างไร เรื่องที่สาม ร่างไม่ได้ระบุวันที่อื่นใดหลังวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ผู้ถือหุ้นทำอะไรได้บ้างก่อนปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569?
ผู้ถือหุ้นทำได้สามเรื่องในตอนนี้ คือ อ่านเอกสารรับฟังความคิดเห็นและร่างกฎหมายในหน้ารับฟังความคิดเห็นของสำนักงาน ก.ล.ต. จดวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการแสดงความคิดเห็นไว้ และนำประเด็นนี้ไปหารือกับที่ปรึกษากฎหมายไทยของตนเอง
ในระหว่างนี้แบบ 246-2 และแบบ 59 ยังใช้บังคับเช่นเดิม เราทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาและผู้แนะนำการจัดหาเงินทุนโดยใช้หุ้นเป็นหลักประกัน หน้าที่ยื่นรายงานเป็นของบุคคลที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ของเรา และเราไม่ได้ยื่นรายงานแทนหรือให้คำแนะนำทางกฎหมายไทย ความเสี่ยงในภาพรวมของวงเงินอธิบายไว้ในจำนำหุ้น ปลอดภัยไหม? และตามมาตรฐานบรรณาธิการของเรา หากมีการปรับปรุงหน้านี้จะระบุวันที่ใหม่ จนกว่าจะถึงเวลานั้น หน้านี้อธิบายสถานะ ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569 เท่านั้น
คำถามที่พบบ่อย
01ปัจจุบันต้องรายงานการจำนำหุ้นในประเทศไทยหรือไม่?
02ข้อเสนอให้รายงานการจำนำหุ้นเป็นกฎหมายในประเทศไทยแล้วหรือยัง?
03ร่างมาตรา 259/1 และมาตรา 259/2 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์คืออะไร?
04ตามร่างกฎหมาย ต้องก่อภาระผูกพันถึงเกณฑ์เท่าใดจึงต้องรายงาน?
05การรับฟังความคิดเห็นของ ก.ล.ต. ต่อร่างแก้ไขกฎหมายปิดรับเมื่อใด?
06แบบ 246-2 แบบ 59 และรายงานการก่อภาระผูกพันตามร่างกฎหมาย ต่างกันอย่างไร?
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายหลักทรัพย์ไทยและร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ณ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569 ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ภาษี หรือการเงิน ร่างกฎหมายอาจถูกแก้ไขหรือถอนได้ สิ่งที่เสนอไว้ในร่างยังไม่เป็นกฎหมายจนกว่าจะตราขึ้นและมีประกาศที่เกี่ยวข้อง เราไม่กล่าวว่าโครงสร้างใดจะได้รับการปฏิบัติอย่างไรภายใต้บทบัญญัติที่ยังไม่ได้ตราขึ้น ข้อความที่คัดจากเอกสารทางการควรตรวจสอบกับต้นฉบับ หน้าที่รายงานใดจะใช้กับการถือหลักทรัพย์หรือโครงสร้างใดโดยเฉพาะหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะราย และเป็นเรื่องของที่ปรึกษากฎหมายไทยของคุณเอง โปรดขอคำแนะนำจากที่ปรึกษากฎหมายไทยและที่ปรึกษาการเงินที่มีคุณสมบัติก่อนดำเนินการ